Categories

วันเวลาผ่านไปแสนนานที่หายกบาลไปจากเอ็นทีน............ 
 
 
 
.........ผมมาเรียนต่ออยู่ออสเตรเลียได้ราวๆเดือนครึ่ง    เพื่อนๆหลายคนคงคาดคิดว่าชีวิตผมมันจะราบรื่นปูพื้นด้วยกุหลาบตามสไตลพวกคุณชายไฮโซมาเรียนต่อทั่วไป   อาจจะเช่าบ้านตั่งกะอยู่ไทยหรือไม่ก็มาอยู่โฮมเสตย์ ไม่ก็อยู่กับญาติ  ซึ่งจริงๆผมก็หวังให้แม่งเป็นแบบนั้นแหละครับ
 

 
แต่ไม่เข้าใจทำไม ไปไหนที่ไรชีวิตแม่งร็อคแอนโรลได้ทุกที
 
 

 
ก่อนผมจะมา   มีเพื่อนของอากระผม บอกว่าให้ไปอยู่บ้านเขาได้เลย บ้านไม่ไกลจากตัวเมืองนั่งรถเมล์ต่อ รถไฟ 40 นาที ฟังแล้ว โอ้ย ชิว  เอาภาพมาโชว์ให้ดูด้วย บ้านสวยหรูหรา ตั่งอยู่ในสนามกอฟ เหมาะแก่การจัดปาร์ตี้มั้วสุมแบบในหนังฝรั่งวัยรุ่นหมกหมุ่นเพศโคตรๆ
 
พอผมมาจริง ก็พบว่า โอ้ บ้านสวยหรูหรา อยู่ในสนามกอลฟ์ จริงๆด้วยว่ะ ในบ้านก็เงียบน่าอยู่ มีแค่ผมและลูกชายเพื่อนคุณอา อายุราวๆ 16 เป็นโปรกอลฟ์แถมนิสัยดีสุดๆ ภายในบ้านมีอาหารตุนไว้สามารถแดกได้ราวๆหนึ่งเดือน ทุกอย่างดูลงตัวไปหมดเสียแค่ว่า... 

ใช่........เสียแค่ว่า สนามกอลฟ์แม่งอยู่กลางทุ่งรกร้าง  รอบๆสนามเป็นสวนเป็นนา ไม่ก็ฟาร์มเลี้ยงม้า  ไม่มีรถเมล์ผ่านไปที่รางรถไฟต้องเดินไป แปดกิโล  ครั้นจะซื้อม้าควบไปก็จะคาวบอยเกินไป 
ถ้าจะนั่งรถเมลอีกสายไปลงรางรถไฟอีกที  แต่แดกเวลาในการเดินทาง 2 ชัวโมง แถมต้องไปนั่งรอรถในถิ่นคนดำที่คนแถวนั้นเตือนกันว่าอันตรายเชี่ย ในที่สุดผมก็สรปุได้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านที่ดีมากๆถ้า.........มึงไม่ต้องการจะออกไปไหน 
 
ผมเหลือเวลาสามวันก่อนไป รายงานตัวกับมหาลัย ผมพยายามหาความเป็นไปได้ในการไปเรียนให้ทัน แปดโมงเช้า ไม่ว่าจะด้วยการยืนเดินนั่งนอนหมอบคลาน แต่พบว่าความเป็นไปได้อยู่ราวๆ 0.1 เปอเซนยกเว้นแต่กูจะมีเจ็ตแพ็กกับเฮลิคอปเตอร์ ผมจึงตัดสินใจโทรไปขอโทาเพื่อนคุณอาที่ไทย และบอกลา ลูกชายคุณอา และลากกระเป๋าย้ายที่ออกมา
 
ผมย้ายไปอยู่กับเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนพ่อ เป็นสาวไทยวัยกลางคนกับสามีฝรั่ง แต่งงานเปิดร้านอาหารไทยอยู่ด้วยกันและไม่มีลูก  ทั้งสองใจดีมากๆ  เขาให้ผมไปนอนที่ห้องเก็บของที่บ้านและบอกว่าให้ผมค่อยๆหาที่อยู่ใหม่ไปล่ะกัน  ผมรู้สึกอบอุ่นสัดๆและได้กินอาหารไทย มื้อแรก หลังจากที่สองวันก่อนได้แดกแต่หนมปังทาแยม

เหตุการ์ณทั้งหมดก็จบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง......ทั้งสองรับผมเป็นบุตรบุณธรรมและให้สืบทอดทำงานต่อในร้านอาหารไทย    
 
เออคือ.......โทษทีครับเมื่อกี้เพ้อ ถ้าเป็นอย่างงั้นได้ป่านนี้ไม่มานั่งพิมพ์ให้เมื้อยตุ้มแน่ๆ เช้าวันใหม่หลังจากผมไปรายงานตัวที่มหาลัยกลับมา  ผมก็เริ่มค่อยๆดูบ้านที่จะเช่า  จากการเดินทางไปดูใบประกาศตามวัดไทยและอ่านในเวปออสซี่ทริป  ผมก็ไปเจอบ้านหลังหนึ่งราคาถูกดี แต่พอไปดูแล้วสภาพแม่งเหมือนโรงงานปั้มยาบ้าเลยครับ 
แล้วไม่ให้ผมนอนให้บ้านน่ะให้ นอนในห้องเก็บของ ในสวนหลังบ้าน เฮ้ยคิดว่ากูเป็นแฮรี่พอตเตอร์รึไงว่ะ ผมก็ไม่เอาแน่ๆอยู่แล้ว
 
 
วัดไทยคร้าบ
 
แต่ว่า สามีของป้าแกเกิดหงุดงุยอะไรไม่ทราบครับจะให้ผมไปอยู่ไอ้บ้านปั้มยาบ้านั้นให้ได้  เก็บของผมมาหมด แล้วมากองไว้ที่บ้านนั้นเลย ผมบอกผมขอเวลาเลือกหน่อยเถอะเขาก็ไม่ยอมจะให้ผมเช่าหลังนั้นท่าเดียว 
เฮ้ยผมเพิ่งมานอนห้องลุงได้วันเดียวเองน่ะ จะไล่กันแล้วเหรอว่ะครับ  ผมพูดจนในที่สุดเขาก็ยอมให้ผมนอนที่บ้านเขาอีกคืน  ผมไม่รู้จะพูดอะไร เขาบอกว่าเขาช่วยผมแล้วไง[ให้นอนหนึ่งคืน]
ผมเข้าใจและพยายามคิดว่า วัฒธรรมเรามันคงต่างกัน
 
คืนนั้นผมหาบ้านอย่างบ้าคลั้ง และพบว่ามีห้องนั่งเล่นในเมืองให้เช่า ในราคาย่อมเยาว์แต่ทว่า.......มันยังย้ายเขาไม่ได้เลยต้องรออีก ยี่สิบวัน
 
ยี่สิบวันแล้วกูจะทำยังไง ............ หรือจะไปตลกแดกนอนวัดไทยท่าจะได้สัก สองวันล่ะว่ะ 
อีกสองวันจะเปิดภาคเรียน..........กูจะทำไงดีล่ะเนี่ย  วันต่อมาผมเข้ามาคุยกับเจ้าของบ้านในเมืองที่ผมติดต่อผ่านเวป  แต่ยังไม่มีที่ซุกหัวนอนเพราะว่า บ้านที่จะเช่ากว่าจะเข้าได้ก็อีกยี่สิบวัน 

 
แต่เรื่องบังเอิญมันก็ยังเกิดได้เสมอ ในระหว่างที่เดินเล่นในเมืองก็เข้าไปเจอร้านอาหารไทยร้านหนึ่งเข้าไปกินเข้าไปคุยกับเขา แล้วจู่ๆพี่เขาก็ชวนผมทำงาน ผมตกลงทันทีและขอพี่เขานอนบนร้านอาหารไทยได้ไหม พี่เขาบอกว่าได้  วันต่อมาผมจึงรีบย้ายของมาที่ร้านอาหารไทยทันที และเริ่มงานในวันนั้นเลย จากความถึกทนในการทำงาน เริ่มจากงานกากๆที่ผมทำจนชิน ล้างจาน  และเริ่มอับเกรดงานไปเป็นผู้ช่วยพ่อครัว พี่แกก็จ้างผมทำงานชั่วโมงล่ะสิบสองดอล 
 
 
ซิงค์ที่คุ้นเคย
 
หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปนอนห้องนั่งเล่นที่บ้านเจ้าของร้านอาหารไทย  เรียนไปทำงานไป  ระหว่างนั้นผมก็ติดต่อบ้านใหม่ที่จะอยู่ไปด้วย ชีวิตเริ่มดูดีมีออกไปเข้าผับไม่ก็เล่นสโนวบอร์ดด้วยน่ะครับ
ผมไปเรียน แปดโมงเช้าถึงบ่ายสอง และกลับมาทำงานห้าโมงเย็นถึงห้าทุ่มครึ่งทุกวัน มีตังเป็นกอบเป็นกำใช้ได้
 
 
 
 
 
จนถึงเวลาผมจึงย้ายจากห้องนั่งเล่นบ้านเจ้าของร้านอาหาร ไปสู่ ห้องนั่งเล่นบ้านที่ผมเช่านอน 
 
ผมมาอยู่บ้านหลังใหม่ ไม่ไกลจากเดิมนัก กับสมาชิกใหม่ เป็นช่างสักมีรอยสักเต็มตัว  คู่รักทอมกับดี้ และทอมวัยกลางคนผู้เป็นคนเซ็นสัญญาบ้าน  บ้านนี้อยู่กับเงียบๆไม่ค่อยได้พูดได้จากันครับต่างคนต่างอยู่  จะมีก็แต่พี่ทอมวัยกลางคนนี่แหละ คอยแบ่งข้าวคอยถามไถ่ว่า ผมอยู่ได้ไหมสบายดีไหม 
 
 
 ผมรู้สึกว่าอะไรๆในชีวิตก็เริ่มดีขึ้นถึงแม้จะอยู่แค่ห้องนั่งเล่นบ้านคนอื่น แต่ก็มีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองและจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง 
 
สภาพก็มะลุยซุยกุ๋ยมากตอนแรก
 
 
 
แต่พอจัดแล้วก็โอเค
 
จนกระทั่ง..........ผมตื่นขึ้นมาวันหนึ่งและพบจดหมายวางไว้ที่โซฟา เขียนว่า 
 
ขอโทษทุกคน......พี่มีความจำเป็น พี่ต้องกลับไทย 9ล9 เดือนนี้ขอให้ทุกคนสู้กันเอาเองน่ะ  
จาก ทอมวัยกลางคน
 
ใจความมันคือ ......... คนที่เซ็นสัญญาบ้านนี้ได้ชิ่งกลับไทยไปแล้วครับ และเงินค่าบ้านเดือนนี้ก็ยังไม่จ่าย
แถมยังเชิดเอาเงินค่าประกันที่ผมจ่ายก่อนจะเข้ามาอยู่บ้านไปด้วย  วันนั้นผมเบลอเลยครับ ไม่คิดว่าคนเราจะทำกันได้ เพราะช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมาก็อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้องเลยทีเดียว  
 
ตั้งสติได้ จึงเอาจดหมายไปให้พี่ที่ห้องคนอื่นอ่านกัน ทุกคนตัดสินใจร่วมกัน ถ้าจะอยู่ต่อเนี่ยมันก็อยู่ได้แต่ปัญหามันจะเยอะเพราะเราไม่ใช่คนเซ็นสัญญา แถมต้องมาแบกภาระค่าห้องที่หนักขึ้นอีก
 
ผมและคนที่เหลือจึงตัดสินใจ ใช้วิธีโจรสลัดกันนี่แหละ เดือนนี้เราจะแอบอยู่ฟรี แล้วเราจะขนของหนีก่อนเขามาล็อคห้อง!   ถ้าเจ้าของห้องมา เราจะโกหกว่าเงินอยู่กับคนที่ชิ่งไป มันกลับไทยเพระาพ่อตาย ! และสุดท้าย เขาจะขนของ ในห้องไปขายให้เกลี้ยง YOHO [อันนี้อารมณ์ชั่ววูป  ยังไม่ได้ทำ555] รู้แค่เพียงอย่างเดียวว่า พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราจะย้ายออกไปหาห้องใหม่ด้วยกัน
 

 
 
กับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ตัวผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาหรือซีเรียสอะไร บางครั้งก็รู้สึกตลกกับชีวิตตัวเองซะมากกว่าว่าทำไมมันเยอะดีจัง
 
 แต่บางครั้งผมก็คิดว่าผมอยากจะมาเรียนแบบปกติ แบบธรรมดาแบบคนอื่น ไม่ต้องร๊อคแอนโรลมาก ผมรู้สึกว่าบางครั้งมันไม่ง่ายเลยที่ผมไปเรียนแอดโมงเช้าเลิดบ่ายสองแล้วมาทำงาน ต่อจนห้าทุ่มครึ่ง  บางครั้งมันเหนื่อยใจที่ต้องย้ายไปย้ายมาทั้งๆที่ผมกำลังจะสอบ  แต่บางครั้งผมก็หยุดแล้วมองกลับไปในสิ่งที่ตัวเองผ่านมา มีปัญหาเข้ามา ก็แก้ ไม่เครียดไม่โวยวาย แล้วก็ยังผ่านมันมาได้เรื่อยๆ  ก็รู้สึกว่า ประสพการ์ณชีวิตต่างๆที่เคยผ่านมาทั้งหมดมันคอยค้ำจุนให้ยังยืนอยู่ในจุดนี้ได้โดยไม่ท้อ 
 
เราโตขึ้นน่ะ  บอกกับตัวเอง
 

ผมพิมพ์บทความนี้หลังจากนั่งเก็บของเตรียมย้ายออกไปสู่ที่ต่อไป
 
 
 
 
 
ps ปกติผมก็พิมพ์ บอกเพื่อนในเฟชบุ๊คอยู่แล้วครับ แตจะเล่าในเชิงตลกมากกว่าและ มันจะเยอะกว่านี้มาก 
แค่บางครั้งมันก็มีอารมร์ที่เราไม่อยากจะโชวให้พวกมันเห็น บางครั้งมันไม่ง่ายเลย ก็เลยกลับมาพิมพ์เล่นในเอ็กทีนนี่แหละครับ เพราะมันไม่เล่นกัน
 
 
 

ตามรอยบรรพบุรุษ

posted on 06 Jun 2011 23:59 by sundanjing
 
ผมไปพบภาพเก่าๆที่ใต้ถุนบ้านพร้อมจดหมายเหตุกรุงศรี
คาดว่าน่าจะเป็นภาพของบรรพบุรุษ
 
ใจความในจดหมายบอกว่า
ออกยาพาราเซตาม่อลเกิดที่กาญจนบุรี
เริ่มต้นจากการเป็นโจรป่าแต่หลังจากที่ได้พบกับเจ้าขุนทิพฟี่ จึงได้ร่วมสวามิภักดิ์
และออกทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแอสไพรินชเวตี้จนได้รับชัยชนะ 
กระผมอ่านเสร็จจึงออกเดินทางตามรอยของบรรพบุรุษไปที่กาญจนบุรี

  
พอและครับมั่วพอและ
  
  
 
ไปเที่ยวกาญจนบุรีมาครับ
  
ถ้าจากกรุงเทพไปกาญนี่เป็นอะไรที่ ไม่ไกลเลยครับประมาณ 120-130โลเอง
 

สภาพเมืองโดยทั่วไป เป็นเมืองทหารครับเหมือนแถวบ้านผมเดี๊ยะเลย
 
อ่ะไปสะพานข้ามแม่น้ำแควก่อน


 
ตรงที่เขาเที่ยวกันนี่เป็นรางรถไฟครับ มีรถไฟนั่งเที่ยวรอบล่ะ 15 นาทีด้วยน่ะส่วนใครอยากเดินเล่นก็เดินถ่ายได้พอรถไฟมาก็มีที่ให้แอบตามราวสะพาน
 


มีคนมาสีไวโอลีนด้วย บรรยากาศดีใช้ได้
ตอนแรกแกสีเพลงแคนน่อนอยู่มีเด็กแถวนั้นวิ่งมาบอก น้าๆเบื่อแล้วน้า
แกเลยสีกินตับส่งเลย
  
  
 เสร็จแล้วก็ไปโรงถ่ายหนังพระนเรศวรนี่แหละเลยไปนิดเดียวเข้าไปทางโซนค่ายทหาร  
 
ที่น่าตกใจคือของส่วนมากมันทำจากโฟมเกิน 50เปอเซนเลย
ซึ่งถ้ามาดูของจริงก็พบว่า บางฉากเออกากจริงอะไรจริง
แปลว่าคนทำ cg นี่เก่งไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
 

ร้อนระยำมากครับทีนี้ แต่เขาก็มีรถกอลฟ์ให้เช่าน่ะครับมีไกด์เด็กนำทัวร์ให้ด้วย
 

อันนี้เป็นสถานชำเราชายที่ไอ้บุญทึ้งเข้าไปดูดฝิ่น
  
 
 
นอกจากจะไปเดินให้ร้อนเล่นแล้ว
 
มีอันนึงโดนใจผมมาก
 
มีให้แต่งชุดไทยถ่ายรูปด้วย 

แบ่งชั้นวรรณะเป็นสองโซนครับ โซนสตูดิโอ กับโซนถ่ายแบบบ้านๆ

โซนถ่ายแบบบ้านๆ ข้อดีคือเสียแค่ 20 บาทเดินไปหยิบชุดถ่ายเล่นท่าไหนใส่ได้เต็ม  
  
ถ่ายแล้วออกมาดูโจรป่าดี